(อ่านแล้ว 5547 ครั้ง)


เสี่ยบุญชนะ บุสดี เกิดวันที่ 25 มี.ค.2513 ที่อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ มีพี่ชายคือ คุณกมลยุทธ์ บุสดี และน้องชาย คุณบอส วุฒิชัย บุสดี ซึ่งในขณะนั้นคุณพ่อของคุณบุญชนะ รับราชการเป็นครูสอนอยู่โรงเรียนวัดเทพสุทธาวาส ตำบลหนองกลับ อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ ก่อนที่จะย้ายกลับมาสอนที่โรงเรียนบ้านทุ่งใหญ่ ตำบลทุ่งใหญ่ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นบ้านเกิด


คุณพ่อของคุณบุญชนะ ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเองต้องพักอาศัยที่ห้องพักครู ทั้งครอบครัว 5 คน ห้องพักครูนั้นเก่ามากเมื่อมีพายุมาทำให้ไม่ได้นอนเพราะบ้านพักครูโยกคล้ายจะพังลงมา ต้องย้ายมานอนในตัวอาคารของโรงเรียน โดยคุณพ่อของคุณบุญชนะนั้นเลือกที่จะสอนโรงเรียนที่ขาดแคลนครู โรงเรียนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร เพื่อหวังให้เด็กๆได้มีโอกาสร่ำเรียนหนังสือ เพราะสมัยก่อนที่ทุรกันดารมักจะขาดแคลนครู ไม่ค่อยมีครูอยากไปประจำ สมัยนั้นเมื่อโรงเรียนที่สอนเริ่มเจริญ คุณพ่อจะขอย้ายไปโรงเรียนที่ยากไร้ เพื่อช่วยชาวบ้านและเด็กๆเสมอ ทำให้ สามพี่น้องต้องติดตามย้ายโรงเรียนอยู่เรื่อยๆ


ชีวิตในวัยเด็กของคุณบุญชนะ บุสดี นั้น ไม่ได้เลิศหรูอย่างที่หลายคนเข้าใจ เป็นชีวิตของเด็กชายที่ลำบากมากตั้งแต่อยู่นครสวรรค์ ต้องผลัดนอนเปลี่ยนเวรกับพี่และน้อง ตื่นประมาณตี 2 ตี 3 ต้องช่วยแม่เข็นรถเข็น ไปขายขนมซาลาเปาไข่หงส์ ลอดช่อง ขายที่ตลาดหนองบัว ระยะทางเกือบ 10 กิโลเมตร ตอนเย็นต้องช่วยคุณแม่ทำขนมช่วยกันโม่แป้งด้วยมือ ต้องไปโยกน้ำบาดาลที่อนามัยใส่ปี๊ป ใช้รถเข็นมาใส่โอ่งน้ำไว้ใช้ในที่พักครู
สมัยเรียน คุณบุญชนะ และคุณวุฒิชัย น้องชายได้มาเรียนที่โรงเรียนดงเสือเหลืองพิทยาคม ตำบลดงเสือเหลือง อำเภอโพธิ์ประทับช้างจังหวัดพิจิตร ต้องปั่นจักรยานผ่านถนนดิน และลูกรัง หน้าฝนจะลำบากมาก เพื่อไปเรียน ไปกลับวันละ 30 กิโล เมื่อจบ ม.3 มาเรียนต่อที่โรงเรียนไทยสุริยะนครสวรรค์ แต่ต้อง ดรอปเรียนพี่ให้พี่ชายคนโตที่เรียนนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ได้เรียนต่อเพราะว่า ครอบครัว ใช้เงินเยอะ ไม่มีเงินส่งเรียน
ปี พ.ศ.2530 ขณะนั้นคุณบุญชนะ มีอายุ 17 ปี ได้ตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ มาขออาศัยบารมีพระเดชพระคุณ พระอุดม เป็นเด็กวัดมกุฏกษัตริยาราม แถวบางขุนพรหม ตามพี่ชายคนโตที่เป็นเด็กวัดแต่มีความขยันจนสอบติดนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และจบเนติบัณฑิต ต่อมา ปี พ.ศ.2534 คุณวุฒิชัย น้องชายได้ตามมาเป็นเด็กวัดด้วยกัน
นั่นคือสิ่งที่หล่อหลอมกายและใจของคุณบุญชนะ มาสู่ปัจจุบันนี้ และนี่คือบทพิสูจน์ระยะทางพัฒนาจิตใจ ของครอบครัว บุสดี จนปัจจุบัน

.jpg)
คุณบุญชนะ บุสดี ได้เล่าย้อนความก่อนไปเป็นเด็กวัด ว่า คุณพ่อของตนเองเป็นคนที่คุยเก่งชอบคุย ทำให้รู้จักเกษตรตำบล ซึ่งเป็นน้องชายของหลวงพี่อุดม อุตฺตมสีโล แห่งวัดมกุฏกษัตริย์จึงได้ฝากให้มาอยู่ด้วย ซึ่งปัจจุบัน พระครูสิริธรรมวิเทศ เป็นพระธรรมทูตจำพรรษาและปฏิบัติศาสนกิจอยู่ที่ วัดญาณรังษี รัฐเวอร์จิเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา
จากนั้นหลังจากที่ดรอปเรียน ตนเองก็ได้เข้าเรียนต่อที่เทคนิคสัจวัฒน์ ส่วนคุณบอส วุฒิชัย ก็ได้มาเรียนที่โรงเรียนวัดมกุฏกษัตริย์ จนจบ ม.6
ซึ่งสมัยนั้นตนเองนั่งรถเมลล์ไปเรียนหนังสือ ได้เห็นตึกใหญ่ตลอดข้างทาง มีทั้งผู้คนที่กำลังขายของ มีผู้คนคึกคัก ออกมาจับจ่ายใช้สอย จึงทำให้คิดอยู่ตลอดเวลาว่าเขาทำอย่างไรจึงมีเงิน ซึ่งเป็นแนวคิดที่ทำให้คุณบุญชนะ พยายามจะก้าวไปจุดนั้นเพื่อครอบครัว และได้ทำงานหลายอาชีพหลายอย่าง จนต่อมาตนเองได้ไปทำงานเป็น messenger บริษัทส่องศยาม เป็นสำนักพิมพ์ ในเครือบริษัท ของอาจารย์ ส. ศิวรักษ์ ที่นี่เองที่ทำให้ตนเองได้รู้จักกับนักคิด นักเขียน และได้อ่านหนังสือเยอะมาก และได้ขับมอเตอร์ไซค์ไปส่ง ท่าน ส. ศิริลักษณ์ ที่บ้านบ่อยๆ ทำให้ได้รับฟังคำสอน พัฒนาตัวเองหลายด้าน อย่างรวดเร็ว
ส่วนน้องชาย คุณบอส วุฒิชัย ประกอบอาชีพค้าขาย ขายแตงโม ขายทุเรียน ตามแผง และมาขายเสื้อผ้า ในพื้นที่ของการไฟฟ้า ย่านมีนบุรี ซึ่งขณะนั้นตนเองได้เปิดบริษัท รถตู้ให้เช่า อยู่ย่านราชปรารภ และคุณบอส น้องชาย ได้แวะเวียนมาเที่ยวหาเป็นประจำ คุณบุญชนะ กล่าว
จุดเปลี่ยนของการเริ่มหันมาทำอาชีพอสังหาริมทรัพย์ คือมีญาติรับเหมาทำถนนที่พอมีฐานะ อยากมีที่ดิน จึงให้คุณบุญชนะ และคุณวุฒิชัย พาขึ้นรถตู้ตระเวนหาที่ดินย่านหนองจอก 3-4 วัน แต่ก็ยังไม่ได้ที่ดินตามความตั้งใจ ก่อนจะไปเจอทรัพย์ขายทอดตลาดของธนาคารกสิกรไทย เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ซื้อเสร็จยื่นแบ่งแยกเป็น 4 โฉนด คุณบุญชนะเองก็ได้ที่ดิน 99 ตารางวา ส่วนคุณวุฒิชัย ก็ได้ค่านายหน้า 20,000 บาท ดีใจมาก ทำให้คุณวุฒิชัยมุ่งมั่นในการขายทรัพย์ธนาคารเรื่อยมา โดยคุณบุญชนะ ได้กลับไปทำบริษัทรถตู้ให้เช่าดังเดิม เพราะต้องดูแลลูกน้องหลายคน แต่เมื่อถึงคราวตึกเวิลด์เทรดถล่ม ต่างชาติไม่มาเที่ยว และพันธมิตรปิดสนามบิน คุณบุญชนะเลยปิดบริษัท มาทำนายหน้าแบบเดียวกับคุณวุฒิชัย
และเมื่อสะสมได้เงินจำนวนหนึ่งก็เลยมาทำโครงการที่ดินแบ่งขาย เพื่อให้คนที่อยากมีที่ดินเป็นของตัวเองแต่ไม่มีเงินสามารถเข้าถึงจับจองและมีที่ดินของตัวเองได้ เพราะในในวัยเด็ก ครอบครัวคุณบุญชนะ ไม่มีที่ดิน ต้องอาศัยบ้านพักครูของโรงเรียน และวัดมาโดยตลอด จึงมีความคิดอยากแบ่งปันให้คนอื่นได้มีที่ดิน แบบง่ายๆ เมื่อทำไปกระแสตอบรับดี คุณบุญชนะ ก็ฟันฝ่าอุปสรรค จนมีที่ดินเยอะขึ้นเรื่อยๆ จนทุกวันนี้เป็นอาณาจักร บุญชนะ ที่ดินแบ่งขาย ซึ่งคุณบุญชนะ ได้ทำโครงการอยู่ย่านบางปะกง ปิดไปหลายเฟส ส่วน น้องชาย คุณวุฒิชัย ก็ไปทำหาดทรายขาว ทะเลเทียมที่นครปฐม ( ตอนหลังมีข่าวกับคุณสายเชียร์)


คุณบุญชนะ บุสดี เล่าเพิ่มเติมว่า ทุกวันนี้ผมไม่เคยคิดว่าประสบความสำเร็จ เราทำแล้วเราอยู่ได้ ลูกน้องอยู่ได้ ชาวบ้าน ประชาชน ได้มีที่ดินอยู่อาศัย เราก็พอใจ คนชอบถามว่าได้รู้จักพี่สายเชียร์ได้อย่างไร นั่นเพราะสมัยเป็นเด็กวัด ตนเองชอบเล่นดนตรี เรียกว่าบ้าดนตรีก็ได้ ดนตรีมันขัดเกลาจิตใจเรา ผสมเสียงสวดมนต์ คำสอนครูบาอาจารย์ มันบ่มนิสัยเราและน้องชาย การที่เราชอบดนตรี เมื่อเรามีที่ดินของเรา ก็สร้างวงดนตรีซะเอง เอาลูกน้องนี่แหละมาเล่น มาทำค่ายเพลงบุญชนะเร็คคอร์ด อยากทำอะไรตนเองทำหมดที่ไม่เบียดเบียนใคร สร้างศิลปะ สร้างโลกดนตรี โลกส่วนตัวให้พนักงานได้คลายเครียดในอีกทาง เมื่อตนเองทำงานด้านดนตรีด้วยจึงได้รู้จักกับศิลปินมากมาย อาทิ ฤทธิ์ ลือชา เหลือเฟือ ม๊กจ๊ก พิทักษ์ เสริมราษฏร์ พล พันลาว และอีกหลายท่าน ซึ่งก็ชวนกันมารู้จัก เยี่ยมเยียนไม่ขาดสาย จึงทำให้รู้จักพี่สายเชียร์
ตนเองเป็นคนสนิทกับคนง่าย ยิ่งถ้ามาทางเดียวกันคือ ศิลปะ ดนตรี นี่ยิ่งชอบ และ ยิ่งกว่านั้นชอบช่วยเหลือคน คนที่กำลังลำบาก เพื่อนๆศิลปินหลายคนที่มาเยี่ยมบางครั้งอยู่ในช่วงงานดรอปลง ตนเองก็ให้ความช่วยเหลือ เป็นคนแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร เพราะอะไร เพราะว่าตอนเด็กมันลำบาก เรารู้นี่ว่าความจน การไม่มีมันเป็นอย่างไร ตอนนี้เรามีเราก็ช่วยกัน ตอบแทนกันเท่าที่เราทำได้ เราอยู่กับความลำบากในต่างจังหวัดมาตั้งแต่เด็ก เราอยู่กับวัด ได้ยินเสียงพระสวดมนต์ คำสอนต่างๆ เรามีดนตรีในหัวใจ เพราะฉะนั้นตนเองมีธรรมะเป็นที่ตั้ง ไม่เคยมีความคิดเบียดเบียนใคร น้องชายคือ คุณวุฒิชัย ก็เช่นกัน เราโตมาด้วยกัน ลำบากมาด้วยกัน กินข้าววัดมาด้วยกัน และที่สำคัญ คำสอนของคุณพ่อ การตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน บุญคุณคน ข่วยเหลือคน มันอยู่ในสายเลือดตระกูล บุสดี ทุกคน คุณบุญชนะกล่าว






















2